More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  บันทึกไทยธรรมชาติPhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

91 ถ้ำธารลอดใหญ่ และ ห้วยแม่ขมิ้น


ปีที่แล้วนี้เองที่ไปเดินจากถ้ำธารลอดน้อยไปถ้ำใหญ่  เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกการเดินป่าของเราว่า  ไปไม่ถึงจุดหมาย

ใช่เดินจากถ้ำน้อยข้ามห้วยปีนเขามาเกือบ 5 กิโลเมตร  ลงหุบไต่หินอีกเพียง 100-200 เมตรที่เหลือ  เราไปไม่ถึงถ้ำใหญ่ 
ทำแค่ได้เพียงยอมรับกับตัวเองว่า  ห้าสิบกว่าแล้วนะ
  
เอาล่ะ  รู้มาว่าที่ถ้ำธารลอดใหญ่มีทางลูกรังไปถึง  ปลายทางนั้นเป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยง ชื่อ บ้านเขาเหล็็ก และที่นั่นต้อนรับนักท่องเที่ยวให้พักใน "โฮมสเตย์"  เราไม่เคยมีประสบการณ์กับที่พักแบบนี้มาเลย  สงสัยต้องลองดูสักครั้ง

ทั้งสองถ้ำมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า  "อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตน์โกสินทร์"
 
ใช้เส้นทางเดิมคือ กำแพงแสน ที่แยกอู่ทองเลี้ยวไปอำเภอบ่อพลอย ถนนโล่งและร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง 250 กิโลเมตรไม่ไกลเลย  สำหรับที่อาศัยนอนในป่าเขาลำเนาไพร
 
แวะเข้าไปในหมู่บ้านเขาเหล็ก ทักทายไหว้สวัดดีผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเพื่อถามหาโฮมสเตย์  แต่ไม่มีใครชี้ทางและให้ข้อมูล  ก็เลยถามหาหน่วยพิทักษ์ป่า  อันเป็นที่พึ่งของเราในทุกแห่งหน
 
ThanlodyaiCave11.jpg  ThanlodyaiCave03.jpg
 
หน่วยพิทักษ์ป่าทำหน้าที่เป็นตัวกันชนระหว่าชาวบ้านกับผืนป่า  ถ้าอุทยานไม่กระจายหน่วยย่อยไปตามชุมชนชายป่า  ผืนป่าก็ตะน้อยลงไปเรื่อยๆ และรวดเร็ว  เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์จึงค่อนข้างเครียดและว้าเหว่
 
เมื่อเราขับรถเข้าไปถึงหน่วย  เจ้าหน้าที่ 4 คนออกมาทักทายอย่างกระตือรือร้น  หลังจากนั่งคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบบนพื้นไม้มันวาวของสำนักงานประมาณครึ่งชั่วโมง  เราก็ได้สนามหญ้าที่แสนจะปลอดภัย  สวยงาม  นุ่มนวล  สำหรับกางเต๊นท์นอนในค่ำคืนวันเสาร์
 
หลังจากเอาข้าวเหนียวไก่ย่างออกมาทานกันที่ศาลาโล่งริมผาด้านหน้าหน่วยแล้ว  ก็อยากงีบเงียบๆ สบายๆ แต่คนที่ไปด้วยกลับสตาร์ดรถจะออกไปเดินเที่ยว "ถ้ำธารลอดใหญ่" ก็เลยเป็นอันอดนอนยามบ่าย
 
 ThanlodyaiCave08.jpg ThanlodyaiCave06.jpg ThanlodyaiCave09.jpg
 
ขับรถเข้าป่าไปอีก 6 กิโลเมตรถึงสำนักสงฆ์อันเป็นที่ปฏิบัติธรรมสายอาจารย์มั่น  ที่นั่นร่มรื่น  สะอาดและสงบ  จากลานจอดรถเดินข่ามลำธารน้อย  เข้าป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยหวาย  ค้อ  ปรง เต่าร้าง และพวกต้นไม้คล้ายพืชดึกดำบรรพ์ทั้งหลาย  ก้อนหินและพื้นทางข้างลำธารบางตอนปกคลุมด้วยมอสและเฟิร์น  เรื่องมดและแมลงนั้นไม่ต้องถาม  มันวนเวียนไต่ตอมให้เพียงรำคาญ
 
ฉันเพียรถ่ายรูปมอสสีเขียวที่เนินหินอยู่นาน  พอเดินข้ามลำธารก็เห็นนกสีดำน้อยหากินอยู่บนก้อนหินกลางสายน้ำ  อย่างนี้ต้องรีบเปลี่ยนเป็นเลนส์ซูมซะแล้ว  มีใครหานกเอี้ยงถ้ำในภาพถ่ายของเราเจอบ้างเอ่ย?
 
ThanlodyaiCave10.jpg   ThanlodyaiCave07.jpg
 
ถ้ำธารลอดใหญ่เป็นถ้ำเปิด  ถ้ามีเสนส์ wide คงจะถ่ายได้ครบถ้วนทั้งเพดานถ้ำข้างบนและลำธารข้างล่าง  กล้องของเราถ่ายได้ภาพเป็นจุดๆ  คนดูอาจจะต้องจินตนาการเอาเองมากหน่อย  บนผนังหินเหนือลำธารมีร่องรอยของภาพเขียนพญานาค  เห็นลำตัวมีเกล็ดใหญ่สีเขียว ตาและหัวนิดหน่อยดูขลังดี
 
กลับออกมาที่หมู่บ้านกะเหรี่ยง  เราไปแวะเยี่ยมโรงเรียน  เห็นเด็กๆ วิ่งเล่นเตะบอลกันสนุกสนาน  ทุกคนหยุดยกมือไหว้สวัสดีทักทายเราอย่างน่ารัก  ที่โรงเรียนและบ้านทุกหลังในหมู่บ้านมีแผงโซล่าร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าใช้กันทุกครัวเรือน  สำหรับชุดเล็กสำหรับบ้านสามารถจ่ายไปให้ทีวี 1 เครื่องและดวงไฟ 2 ดวง  ทั้งหลายทั้งปวงนี้หลวงมาติดตั้งให้ฟรีในรัฐบาลยุคทักษิณ
 
เรากลับมาทำอาหารเย็นทานกัน  และพูดคุยถามหาความรู้จากหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าฯ  ทำให้รู้เส้นทางตัดใหม่ไปยังอำเภอศรีสวัสดิ์  ก่อนจะมุดเข้าเต็นท์นอนเราจึงแอบวางแผนการเดินทางใหม่สำหรับวันรุ่งขึ้น 
 
วันอาทิตย์ตื่นด้วยความกระปรี้กระเปร่า  เพราะกะจะไปห้วยแม่ขมิ้นกันต่อ  ถือเป็นการเที่ยวเป็นวงกลมสมบูรณ์แบบโดยไม่คาดคิดมาก่อน  เส้นทางใหม่ที่เจ้าหน้าที่บอกเมื่อวานนี้ยาว 60 กิโลเมตรเลียบเลาะไปตามไหล่เขาสวยงามจริงๆ  นับรถสวนกับเราได้ 2 คันแม้ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ เป็นระยะๆ  เฮ้อ  นานนานจะได้สำรวจเส้นทางใหม่ดีดีอย่างนี้
 
เมื่อทะลุเขาออกไปยังถนนเลียบริมเขื่อนศรีนครินทร์  เรามุ่งเข้าไปยังแพขนานยนต์  เพื่อขึ้นเท้งข้ามน้ำไปยัง อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์  หรือน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น  ใครไม่รู้ว่าเท้งหรือแพขนานยนต์ตืออะไร  ถ่ายรูปมาให้ดูค่ะ

taeng.jpg อ
ยู่บนเท้งประมาณครึ่งชั่วโมง  เรื่อยๆ ลมเย็น สดชื่นมากมาก
 
ขึ้นจากเท้งขับรถอีก 10 กม. ก็ถึงด่านอุทยานฯ  ดีใจที่ร้านอาหารอร่อยยังอยู่  เลยรีบสั่งอาหารกลางวันมาทานอย่างมีความสุข  ก่อนจะตระเตรียมกล้องเพื่อเดินเทรลน้ำตกขั้นที่ 1 ถึง 4 เป็นทางเดินสั้นๆ เลียบสายน้ำ  สวยงาม  อุดมด้วยพืขพันธุ์
 
HuayMaekamin01.jpg HuayMaekamin02.jpg 
 สวนทางกับเจ้าหน้าที่อุทยานที่ถือกล้อง nikon เดินออกมา  เขาให้คำแนะนำเล็กน้อยด้วยอัธยาศัยอันดี  เห็นอุปกรณ์ที่สะพายมาก็รู้ว่าคนแนวเดียวกัน  ฉันเดินบ่นกับเคเคว่าไม่ชอบถ่ายภาพน้ำ้ตก  อยากถ่ายแต่ต้นไม้และผีเสื้อ  แอบมองต้นไม้ข้างน้ำตกที่กานต์กับกวินเคยห้อยโหนโจนทะยานเมื่อแปดปีก่อน  แล้วให้คิดถึงหลานชายทั้งสองอย่างมากมาย

Waterfall 2.jpg Waterfall 4.jpg

จากลานกางเต็นท์โล่งรับวิวอ่างเก็บน้ำที่เคยพาญาติพี่น้องมานอนเล่น  ยืนชื่นชมกับหนุ่มสาวที่ถ่ายรูปกันเป็นหมู่ๆ  ถ่ายภาพต้นไม้ต้นใหญ่  แล้วโบกรถกลับลงมา  ได้เจอเจ้าหน้าที่หนุ่มคนเดิม
ที่ร้านอาหารอีกครั้ง  เลยได้รู้ว่าชื่อคุณไก่  เคเคเดินไปหยิบโน๊ตบุ๊กมาโหลดรูปและคุยแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับการถ่ายรูปและธรรมชาติกับคุณไก่อย่างสนุก  เขามีภูมิรู้มากมายในทุกเรื่อง  เห็นชัดว่ามีความกระตือรือร้นในการทำงานแม้จะอยู่ที่นี่มานานกว่า 5 ปี  ยังไม่หมดไฟ  ไม่เหมือนเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่เดียวนานๆ 

เห็นภาพที่คุณไก่เพิ่งถ่ายเห็ดสีขาวกลุ่มใหญ่มาแล้วอยากเดินกลับไปถ่ายใหม่  แต่เวลาไม่มี 

 HuayMaekamin11.jpg HuayMaekamin07.jpg
 
บ่ายสามโมงกว่านั่นแหละ  เราสองคนจึงได้ออกรถ  คราวนี้ไม่กลับไปข้ามเท้งแล้ว  แต่ขับเส้นทางลูกรัง 50 กิโลเมตรมายังสันเขื่อนศรีนครินทร์อันเป็นที่ตั้งของน้ำตกเอราวัณ เดินเที่ยวตลาดเขื่อนเพื่อหาซื้อกล้วยมะละกอกลับไปทานที่บ้าน  จากเขื่อนถึงกทมเป็นถนนทางหลวงประมาณ 200 กม

กลับถืงบ้านทุ่มสิบห้า  กำลังดีสำหรับโหลดรูปดูกัน  เก็บของเข้าที่  และพักผ่อนก่อนไปทำงานประจำในเช้าวันจันทร์

ชมไพร 26-27 กค 2551
 


90 ไปถ่ายรูปที่เขาใหญ่

ทริปสุดสัปดาห์เขาใหญ่ทริปนี้ เกิดขึ้นเพราะชมไพรทำซ่าไปยกมือว่าเข้าอกเข้าใจ Aperture - Speed Shutter ในห้องเรียนถ่ายภาพ เมื่อเสาร์ที่ผ่านมา *28 มิย

ไปเพื่อถ่ายรูปมาทำ presentation ตามที่ได้รับมอบหมายมาจากอาจารย์พีรกิจ

presentation ของชมไพรย่อมต้องเป็นสีเขียว สีเขียว... และสีเขียวอยู่แว้ว ฮ่า ฮ่า

ตั้งใจมาก ตั้งใจไปถ่ายต้นไม้ใหญ่ที่หมายตามานานนับ 10 ปี ไปทีไรก็เห็นคนมานั่งพักผ่อนนอนหลับใต้ต้นไม้ต้นนี้ ให้น่าอิจฉา อยากมีรูปชุด "คุณปู่ต้นไม้เมืองไทย" เป็นของส่วนตัว ไปคราวนี้ได้มา 4 ต้น จาก 4 เทรล คือ ต้นไม้ต้านสายลมแรงในทุ่งกว้างข้างทางเดินไปหนองผักชี,  กลุ่มต้นไม้ใหญ่ใกล้ศูนย์ศึกษาธรรมชาติฯ.  มะม่วงยักษ์กลางเนินทางซ้ายก่อนถึงแยกไปเขาเขียว  และไทรใหญ่ข้างลานกางเต๊นลำตะคอง  แต่คราวนี้ไม่ใช่ *คน ที่มาอาศัยนั่งนอนใต้ร่มไม้  แต่กลายเป็น *กวาง แสนงาม...เดินเล็มหญ้าอยู่ไปมา

เดินเข้าเทรลผากล้วยไม้  กว่าจะถ่ายรูปเห็ดได้  ก็ต้องจับทากออกจากขาไปหลายตัว

ได้รูปกลับมาเป็นร้อย  แต่เลือกได้แค่ยี่สิบ  กล้อมแกล้มพอทำ ppt เตรียมไว้ให้เพื่อนๆ ชมเพียง 3 นาทีในคลาสครั้งต่อไป หวังว่าจะสร้างความประทับใจมากกว่าสไลด์ชุดข้างล่างนี้

ชมไพร 5-6 กค 2551



เขาใหญ่ 5-6 กค 2551

  

    

 

89 หน๋อยแน่ ไปศึกษาธรรมชาติ

 

หลายคนที่อยากจะลองแค้มปิ้งไลฟ์ ชมไพรขอแนะนำให้รู้จัก ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า อ. มวกเหล็ก จ.สระบุรี ที่แค้มป์แบบง่ายๆ สวยงามขนาดนักแค้มปิ้งตัวจริงอยากเรา… ยังมาแล้วมาอีกนับครั้งไม่ถ้วน

คราวนี้ เพื่อไม่ให้หูว่างนัก จึงชวนนักแค้มปิ้งเยาวชนมาด้วย 1 คน ทำให้ได้ฝึกสมองซีกรับรู้จินตนาการของเด็กน้อยอีกทางหนึ่งด้วย เด็กคนนี้สามารถเล่านิทาน 5 เรื่องเรียงรวมเป็นประโยคยาวเหยียด ทั้งภาษาไทยภาษาต่างดาว (ต่างดาวจริงๆ เพราะฟังไม่ออก) ปะปนกันไป

NN02NN19

อ้น เตือนไว้ก่อนแล้วว่า ถ้าพี่ขับไปเชียงใหม่ เขาก็สามารถจ้อไปได้จากเช้าจดเย็น

เจ้าหน๋อยแน่ นี้ รู้จักกันตั้งแต่ไปเข้าคอร์สเรียนสีน้ำครั้งแรกที่เพาะช่างเมื่อกว่าสามปีมาแล้ว เปล่าไม่ได้ไปเรียนกับเด็ก แต่เรียนกับ อ้น แม่เด็ก หญิงสาวที่มาผ่อนคลายภาระเลี้ยงดูเด็กไฮเปอร์คนนี้ ตอนนั้น หน๋อยแน่ ยังไม่สองขวบดีและยังพูดไม่ได้ซักคำ จบคอร์สขั้นต้นแล้ว เราพากันไปวาดรูปนอกสถานที่ที่แพในเขื่อนเขาแหลม กาญจนบุรี พอแม่ใส่ห่วงยางให้ที่แขนป้อมๆ ทั้ง 2 ข้างให้เท่านั้น เด็กน้อยก็วิ่งจู๊ดไปยืนริมแพเตรียมกระโดดลงไปในแม่น้ำแควน้อยทันที ป้าหนูก็เลยได้โดดน้ำตามเด็กน้อย…. ทุกครั้งที่ไปเที่ยวกับแม่ลูกคู่นี้

หลังจากนั้น อ้นและหน๋อยแน่ เคยไปปีนเขา ชี่ช้าง ล่องแพ นอนนับดาว กับเราหลายครั้ง ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการศึกษาธรรมชาติที่ง่ายสุดที่เราตั้งใจนำเสนอ

Jedkot KY01Jedkot KY19

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า เป็นสถานที่ริมอ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่ จากสนามหญ้าติดชายน้ำที่จัดให้เป็นลานกางเต็นท์ มองเห็นทิวเขาสูงยาวสลับซับซ้อน มีทางขี่จักรยานรอบอ่าง มีทางเดินไปน้ำตกหลายแห่ง มีบ้านพักสวยงามปลูกสร้างไว้มากมายโดยเงินทุน อบต และยกให้กองอุทยานฯ เป็นผู้บริหารจัดการ มีห้องประชุมและอาหารการกินไว้บริการ เรียกได้ว่ามีทุกอย่างพร้อมมูลสำหรับการพักผ่อนแบบต่างๆ ครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มสัมนา ที่สำคัญปากทางเข้าอยู่ห่างจากสระบุรีประมาณ 20 กม และขับเข้าไปอีก 20 กม ก็ถึงแล้ว

Jedkot KY22Jedkot KY21

วันเสาร์บ่าย หน๋อยแน่ เจ้าเด็ก 5 ขวบ กรี๊ดสนุกกับการเล่นน้ำตกมาก แต่เขาไม่ชอบถูกถ่ายรูป เราเลยได้แต่รูปสวยเป็น งูเขียวหางไหม้ และเห็ดถ้วย จากเทรลน้ำตก ส่วนเด็กหันแต่ก้นให้เราถ่าย !

Jedkot KY05Jedkot KY08NN07

พอวันอาทิตย์เรากะว่าจะพาไปเดินเทรลหนองผักชี บนเขาใหญ่ แต่ฝนเริ่มปรอย เคเค เลยเปลี่ยนใจ พาไปเดินเล่นผ่านแฟร์เวย์สนามกอล์ฟเก่าเพื่อดูฝูง กวางและเก้ง เราถ่ายรูปสัตว์โลกมาได้สวยๆ หลายภาพ

Jedkot KYgJedkot KYi

รูป ลิงป่า ได้จากลานจอดรถของจุดชมวิว หาวทีเห็นเขี้ยวยาวน่ากลัวทีเดียว

Jedkot KY11Jedkot KYa 

ชมไพร 14-15 มิย 51 (เรื่องนี้แยก 2 อัลบั้ม หน๋อยแน่/ธรรมชาติ)

88 บ้านสีเขียว เขาใหญ่

 
งานดีแบบนี้  ไม่ใช่เพียงแค่รสนิยมความชอบเท่านั้น
แต่ต้องมีทั้งความรัก ความตั้งใจ ความคิดสร้างสรรค์
 
นั่นเป็นความคิดแรกเมื่อเข้าไปในอาณาเขตบ้านสีเขียวหลังนี้
 
จากประตูรั้วทางเข้าวาดผ่านโค้งแนวไผ่  ถนนปูหินก้อนโตลาดลงไปลานจอดรถหน้าขั้นบันไดไม้ขอนรถไฟ  นำเข้าสู่ซุ้มไม้เลี้อย  ที่ระเบียงกว้างข้างหลังซุ้มไม้นั้นมีโต๊ะเก้าอี้หนาหนักตั้งไว้นั่งชมวิวแนวเขา  หากหันหลังให้ทิวเขานั้น  จะมีทางเล็กๆ พาสู่อาคาร 2 หลัง  หนึ่งหลังเป็นห้องนอนสำหรับแขก  อีกหนึ่งหลังเป็นที่พักเจ้าของบ้านสองชั้นสีเหลือง
 
BanSeeKaew20   BanSeeKaew09
 
ลอดซุ้มไม้เลื้อยกลับมา  เดินลงไปทางบึงใหญ่  ขวามือเป็นบ้านสีเขียวด้วยต้นตีนตุ๊กแกที่เกาะคลุมเต็มผนังด้านหน้า หลังนี้เป็นยุ้งฉางของบ้านเพราะเต็มไปด้วยอาหารเครื่องดื่มและเครื่องมือปรุงอาหาร  ซ้ายมือเป็นเรือนสีชมพูม่วงเป็นโถงโล่งไว้นั่งเล่น  เชื่อมต่อทั้งสองหลังด้วยระเบียงไม้วางโต๊ะเก้าอี้ไม้ธรรมชาติ
 
BanSeeKaew04  BanSeeKaew18
 
ทุกช่องทุกมุม  ทุกผนังทึบและช่องเปิด  ทุกแห่งหนมีรายละเอียดและจุดประสงค์ 
ทุกบานประตูมีการออกแบบเฉพาะ  แตกต่างกันไป 
โคมไฟ  เครื่องเสียง  เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างจัดวางมุมเหมาะไม่ขัดตา  พร้อมใช้งานสะดวก
   
Sumalee  BanSeeKaew08
 
ต้นไม้ใหญ่โตให้ร่มเงาครึ้ม  สนามหญ้าเรียบเขียวนุ่ม  สองฝากของบึงเห็นเนินปรับระดับไว้ให้ฝึกไดรฟ์กอล์ฟ 
มองเลยออกไปเห็นทุ่งข้าวโพด  พืชไร่พาดไปมา  สันเขาสีคราม  ผืนฟ้ากว้างใส
 
BanSeeKaew06  BanSeeKaew10
 
ในขอบเขตแนวรั้วมีบ้านน่ารัก  ตั้งใกล้พอก้าวเดินข้ามลานหญ้าไปหากัน
 
BanSeeKaew05  BanSeeKaew07
 
ขอบคุณ : คุณต้อย ที่อนุญาตให้ไปค้างแรมที่บ้าน
ขอบคุณ : ราศรี และ อิศร์ ที่ติดต่อขออนุญาตให้
ขอบคุณ : อ.เต๋า แดง จิ๋ม สุมาลี หนึ่ง แยม หญิง เปิ้ล เดียว พริม และ หนุ่มผมยาวสี่คน ที่ร่วมวาดรูปด้วยกัน
 
สีน้ำรุ่น 3 วาดภาพนอกสถานที่
ชมไพร  31 พค - 1 มิย 2551

87 ทุ่งหญ้าและลานหินแห่งไทรทอง

 
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 Cyclone Nargis พัดถล่ม 5 รัฐ บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี และกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
 
พายุที่เกิดขึ้นทั่วโลกจะได้นามเป็นชื่อหญิงสาวในภาษาต่างๆ ตามแต่จะมอบให้ประเทศใดเป็นคนตั้ง นากีส จะเป็นภาษาพม่าหรือเปล่าฉันก็ไม่ทราบ  แต่มีผลเหนือดินแดนของพม่ามากที่สุด  เป็นบันทึกธรรมชาติที่ไม่มีใครอยากจะเขียน
 
หลังพายุผ่านไป  มรสุมยังกระจายทั่วฟ้าประเทศไทย  ฝนตกฟ้ารั่วและค่อยๆ แผ่วลงราวกลางเดือน  ตอนที่แอบไปเที่ยวที่เมืองเชียงคาน  โดดเดี่ยวริมแม่น้ำโขง  เจอแค่ฝนโปรยปรายให้นั่งฝันใต้ชายคาในตอนบ่ายวันเสาร์เท่านั้น
 
ดอกไม้กับแมลง  ช่อดอกหรีด
 
หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ เคเคก็พามานอนรับสายลมเย็นชื่นใจบนที่ราบสูงของอิสาน "อุทยานแห่งชาติไทรทอง" แห่งเทือกเขาพังเหย จังหวัดชัยภูมิ
 
เมื่อแยกขวาจากบึงสามพันแล้ว เข้าสู่เขตอำเภอภักดีชุมพล  รถจะค่อยไต่ขึ้นที่สูงผ่านเขาใหญ่น้อยทั้งสองข้างทาง   ทิวทัศน์น่าจะสวยถ้ามันไม่กลายเป็นเขาหัวโล้นลูกแล้วลูกเล่า  ถากถางจนเลี่ยนโล่งไม่เหลือต้นไม้สักต้นไว้บนภูเขา  ทั้งนี้ก็เพื่อเพาะปลูกพืชไร่อย่างข้าวโพดและมันสัมปะหลัง  เห็นแล้วกลัว.....  หากพายุมามันจะเหลืออะไร
 
ทางอุทยานจัดที่กางเต๊นท์ไว้ 3 แห่ง  คราวนี้เราเลือกที่จะกางเต๊นท์กันริมบึงบัว  หน้าที่ทำการอุทยาน  เราเคยไปกางที่ลานบนยอดเขามาแล้วเมื่อตอนที่มากับหมู-อาภทิพย์ และแก๋ง-ริริน เมื่อปีที่แล้ว  ที่กางเต๊นท์บนยอดเขาสวยดีแต่เกรงใจที่ทางอุทยานต้องขนน้ำขึ้นไปให้นักท่องเที่ยวที่นอนที่ลานนั้น
 
ลานกางเต๊นท์ริมบึงนี้จัดไว้สำหรับครอบครัวที่ขับรถเก๋ง  ซึ่งไม่สามารถขับรถข้ามลำธารขึ้นไปบนยอดเขาได้  น้ำจากก๊อกที่นี่ไหลแรงเพราะต่อท่อตรงมาจากน้ำตก   ในหน้าเทศกาลดูดอกบัวสวรรค์  จะมีร้านขายอาหารคึกคักรองรับกองทัพนักท่องเที่ยวที่มากัน มาก ล้น คณนา  กับมีรถบริการขึ้นยอดเขา  เพื่อพานักท่องเที่ยวไปเดินดูทุ่งบัวสวรรค์ และผาหำหด  แต่หน้าออฟซีชั่นที่มีเรามาเยือนเพียงกลุ่มเดียวเช่นนี้ ..... ความเงียบคือสิ่งได้มาแทน
 
เคเคชั่งใจอยู่นานว่าจะกางเต๊นท์ในศาลาดีไหม  แต่เมื่อสัมผัสสายลมแผ่วกลางสนามหญ้าริมบึงแล้ว  ก็ตัดสินใจเลือกทำเลเหมาะใต้ร่มไม้สูงใหญ่ที่สง่างามต้นหนึ่ง  เราอาศัยผูกขึงยอดผ้าใบด้านหนึ่งของเราไว้อย่างมั่นคงกับลำต้นขาวสวยต้นนั้น
 
บ่ายวันเสาร์เรายังไม่อยากขึ้นเขา  เคเคนั่งวาดรูปเล่น  ปล่อยให้นักถ่ายรูปผีเสื้ออย่างฉันเดินตามปีกพริ้วไหวไปเรื่อย  อดทนหาจังหวะกดชัตเตอร์  ดีบ้างไม่ดีบ้างไปตามเรื่องตามราว
 
พลบค่ำมีนักตกปลาเดินโฉบมาใกล้  เขาหิ้วปลาตัวใหญ่ที่ได้จากบึง  เพียงพอสำหรับมื้อเย็น
 
คืนนี้เงียบมาก  เงียบจริงๆ  ท้องฟ้าพอมีแสงสลัวของดวงจันทร์  เราทดลองถ่ายภาพป่ายามค่ำคืน
 
------
 
เช้าที่สดใสไร้เมฆหมอก  ขับดีเม็กซ์ข้ามลำน้ำเพื่อขึ้นไปเดินเล่นที่ลานหินบนยอดเขา 
 
แม้จะเคยเห็นบัวสวรรค์เต็มทุ่งมาแล้วก็ตามเมื่อปีกลาย  แต่เคเคก็ยังส่งเสียงเรียกให้ดู ดอกกระเจียว (หรือบัวสวรรค์) ดอกแรกที่เจอ  ดอกเดี่ยวสีชมพูอมม่วงงามเด่น 
 
กระเจียว  !! ! ! !!
 
ลงทุนนอนลงถ่ายพืชน้อยสีส้มที่ชูช่อปะปนอยู่กับมอสกลางทางเดิน  เราเดินออกนอกเส้นทางดูโน่นนี่ไปเรื่อย  จนกระทั่งหาทางเดินไปทุ่งดอกกระเจียวไม่เจอ
 
วันนี้เราไม่ได้พกข้าวห่อกลางวันมา  เลยต้องเดินลัดทุ่งมุ่งไปทางริมผาเพื่อหาทางเดินให้เจอ  ก่อนที่จะหลงออกนอกทางเดินไปไกลกว่านี้  พอกลับเข้าทางแล้วก็สบายใจ  เดินตามกันห่างๆ ตามแต่ว่าใครอยากจะหยุดถ่ายอะไร  ทิ้งระยะพอมองเห็นกัน
 
ตอนที่เดินไปยังทุ่งบัวสวรรค์ที่พอมีดอกให้ยลอยู่ประปรายนั้นยังไม่เจอใครเลย  พอใกล้ๆเที่ยงวกมา ผาหำหด จึงได้เจอนักท่องเที่ยวกลุ่มแรก  ดูท่าจะชาวบ้านแถวนี้เพราะซ้อนมอร์เตอไซด์มาเที่ยวกัน  หนุ่มให้สาวขึ้นขี่หลังเมื่อต้องขึ้นเนิน  มีเด็กน้อยเดินตามมาพร้อมคนแก่
 
บ่ายวันอาทิตย์  เมื่อกลับลงมาที่เต๊นท์  เราจัดโต๊ะนั่งวาดรูปเป็นเรื่องเป็นราวใต้ศาลา  ฉันวาดรูปวิวขนาดใหญ่  ฮ้า  ดูไปดูมาพอใช้ได้ทีเดียว
 
เช้าวันจันทร์ที่ 19 เป็นวันวิสาขบูชา  ชวนกันเดินทวนขึ้นไปตามลำธาร  โขดหินแบนราบเดินไม่ยาก  สายน้ำไหลคลุมเซาะร่องแผ่นหินใหญ่น้อย  ถ่ายรูปผีเสื้อที่มีรูปปีกแปลกตา  กลับมาเปิดคู่มือดูจึงรู้ว่า  มันคือ ผีเสื้อหัวแหลมกระบองหัก Common Beak 
 
Common Beak ผีเสื้อหัวแหลมกระบองหัก  Tawny Coster ผีเสื้อหนอนหนามกระทกรก 3
 
ดีใจที่ถ่ายรูปเพิ่มได้อีกชนิด
 
ผีเสื้อชนิดอื่นๆ ที่เคยถ่ายได้แล้วก็ถ่ายอีก  ไม่ใช่ว่าแสงเงาจะไม่เหมือนกันเท่านั้น  แต่ผีเสื้อชนิดเดียวกันก็จะสมบูรณ์ขาดวิ่นต่างกันไป  นอกจากนั้นแล้วจังหวะที่จะถ่ายได้แต่ละครั้งก็ยากง่ายต่างกัน  มันเป็นความทรงจำที่คนถ่ายเท่านั้นจะได้บันทึกไว้กับตัวเองคนเดียว
 
ดูภาพถ่ายผีเสื้อ  ใครๆ ก็ว่าไม่น่ายาก  ดูมันกางปีกนิ่งๆ  ดูเหมือนอยู่นิ่งให้ถ่าย  ใครอยากรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร  อย่าดูแต่ภาพอย่างเดียว  ลองตามถ่ายดูสักตัว
 
ถ้ามีตัวไหนอยู่นิ่งให้คุณถ่ายนานๆ  ถ้ามันไม่ตายไปแล้วก็อาจจะใกล้เวลาเต็มที  ผีเสื้อที่กางปีกเกาะที่ใบไม้ใบหญ้าแสดงว่ามันกำลังอาบแดดอยู่  ดังนั้นเวลาเดินเข้าไปเพื่อจะถ่ายรูป  อย่าไปบังทางแสงแดดที่ตกต้องตัวมัน  ไม่งั้นมันจะขยับปีกบินไปหาแดดที่อื่นทันที  เวลาจะเดินเข้าไปหาผีเสื้อจะพูดคุยกันก็ได้  ไม่ต้องเงียบแบบนักดูนก
 
ผีเสื้อที่กำลังดูดน้ำหวานที่ดอกไม้จะไม่อยู่นิ่งๆ  เขาจะว่อนไปทั่ว อยากถ่ายรูปผีเสื้อคู่กับดอกไม้มักต้องใช้ความเร็วสูงๆ ทั้งหน้ากล้องและคนถ่าย  ถ่ายไปเลยไม่ว่ามันจะหันหน้าปีกหรือหลังปีกมาให้  เพราะมักจะมีลวดลายสีสรรไม่เหมือนกัน
 
เจอผีเสื้อที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก  หากมีจังหวะที่คิดว่าจะถ่ายได้  ฉันจะปรับกล้องไปที่ออโต้ไว้ก่อน  ได้จังหวะก็กดแบบ documentary  ไม่คิดถึงความงาม  เพราะมันอาจจะเป็นโอกาสเดียวที่ได้รูปมาเก็บไว้  ต่อจากนั้นถ้าผีเสื้อยังอยู่ให้ถ่ายหรือไม่บินไปไกล  ค่อยปรับสปีดหรือความกว้างของหน้ากล้องเล่นตามที่คิดเพื่อถ่ายรูปต่อๆ ไปให้งาม  หรือจะเลือกถ่ายแบบมาโครก็ได้แล้วแต่โอกาส
 
มีผีเสื้ออีกหลายชนิดที่เจออยู่บ่อยๆ แต่เพิ่งจะมีจังหวะให้ "ถ่ายได้" ได้ในคราวนี้  อย่างเช่น  หางตุ้มชมพูและ หางติ่งชะอ้อน  แม้ว่าจะไม้ได้ภาพที่งามนัก  แต่ก็ดีใจที่ได้นำมันเก็บไว้ในภาพชุดผีเสื้อส่วนตัวของชมไพร
 
แต่ที่ชอบที่สุดในทริปนี้ คือ ผีเสื้อโยมา แสนสวย  ได้มาเพราะความขยันหมั่นเดินไปดูตรงลานแฉะๆ หน้าห้องน้ำ  ไปต่างเวลาก็จะเจอตัวใหม่ๆ บ้าง  ถ่ายวิดีโอ มาเป็นฝูงด้วย  แต่โหลดขึ้นเนทไม่ได้เพราะไฟล์มันใหญ่เกินที่เขากำหนดให้  ที่ชอบอีกตัวคือ  ภาพผีเสื้อพื้นๆ อย่าง หนอนใบรักธรรมดา  ซึ่งจังหวะถ่ายได้พร้อมกอไม้ดอกที่มันเกาะอยู่  ทำให้ภาพมีบรรยากาศกว่าที่จะเห็นแต่ผีเสื้ออย่างเดียว  และยังดูรู้ว่าเป็นผีเสื้อชนิดใด 
 
สงสัยจะต้องหาเวลาและความตั้งใจ (เป็นอย่างยิ่ง)  เพื่อรวบรวมภาพผีเสื้อธรรมดาๆ งานสะสมจากป่าต่างๆ มาโชว์ซะทีแล้ว
 
ชมไพร 17-19 พค 51

86 A Dream of Chiang Khan

12 May 08
 
Maew ka,
 
Your travelling to Japan - Hokkaido by yourself inspired me to go to Chiang Khan/เชียงคาน alone last weekend ! !
 
On Friday evening, after work, I decided to go to Mor Chid and got a บขส VIP ticket then I went home to get some stuffs, had dinner, took a bath and went to Mor Chid again to catch 22.00 bus.  You knew that my house is only 15 minutes from Mor Chid.
 
I arrived Chiang Khan at eight in the morning, call a TU33 friend who lives in Loei.  I walked toward Wat Sri Khun Mueng/วัดศรีคุณเมือง.  I got a beautiful room at Ruen Look Mai/เรือนลูกไม้ which I once spent a night there about 2 year ago, took a bath and laid down.
 

Wat Sri Khun Moeng.jpg

Kriangsak/เกรียงศักดิ์, 86 classmate, and Sung/ซัง his cheerful daughter arrived at about eleven.  We talked and had good lunch.  In the afternoon, I asked him to take me to an artist's home studio beside the Khong River/แม่น้ำโขง.  I likes his works very much.  His name is สมบูรณ์ หอมเทียนทอง.
 

An Artist and his studio.jpg

 
A month before, I had asked Kriangsak to look for a small piece of land on the bank of Mae Khong River near Chiang Khan for me since falled in love with Chiang Khan at first sight.  He took me to see one but it is very expensive.  My dream was vanished but love to see it though.
 
After Kriangsak left, I strolled around the small town, played with children and walked along the beautiful river. 
 
 Odinary old wodden house.jpg      Evening Mea Khong View.jpg
 
At night, from my bed I saw very very bright yellow moon hanging on the very very deep blue sky.  I had very very good dream that night. 
 
That was the night when the planet Mars, the moon and the planet Earth are in the straight line ! !

This is a short story of mine in Loei.  Wait for your pictures of nature and great story from Hokkaido na ja.
 
Love
 
Noo